| 個人檔案Khem at next step of lif...相片部落格清單 | 說明 |
|
15 July Movin' to new blog!Hey hey!
I'm moving to new blog at:
This is because MSN Space is very awkward and usually have the problems with my IE and MSN Messenger. Do keep me posted na ^^ 21 June What a good day and a day for good!วันนี้เป็นวันที่ดีจริงๆ ตื่นแต่เช้าเพื่อไปจองคิวทำบัตรประจำตัวประชาชน หลักฐานที่ใช้ก็คือบัตรประจำตัวประชาชนเก่าและทะเบียนบ้านตัวจริง สำหรับคนที่ต้องการเก็บบัตรเก่าเอาไว้ก็ต้องพาพยานที่เป็นญาติหนึ่งคนไปด้วยเพื่อยืนยันตัว และเสียค่าทำอีก 20 บาท เราขี้เกียจวุ่นวายเลยคืนๆ เค้าไปละกัน รูปของบัตรใหม่นี่ก็ดูเป็นผู้เป็นคนมากกว่าบัตรเก่าเยอะเลยดีจังๆ
ถัดจากนั้นก็ไปออกกำลังกายนิดหน่อยแล้วก็ไปบริจาคเลือดตามที่วางแผนไว้ (ทีแรกว่าจะไปบริจาคตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่ดันมีนัดประชุมกับน้องเชียร์ซะก่อน) ตอนนี้ก็เกินสองเดือนมานิดหน่อย (ครั้งๆที่แล้วไปเดือนมีนาคมกับแอน--แน่นอนว่าเทปไปด้วยแต่เทปไม่บริจาคอ่ะ) ที่ไปช่วงนี้เพราะว่าเก็บเลือดไว้เลี้ยงสมองตอนสอบ GRE ก่อน (เวลาบริจาคเลือดเสร็จแล้วเราจะดูโง่ๆ พักนึง เพราะว่าเลือดน้อย 555)
ก่อนบริจาคเลือดควร:
- นอนมามากกว่า 6 ชั่วโมง - ไม่ป่วย, บาดเจ็บ, เสียเลือดมาก - ไม่กินยาปฏิชีวนะอะไรภายใน 7 วันที่ผ่านมา - ไม่กินอาหารมันๆ มากมาในมื้อที่แล้ว - อื่นๆ (โทรไปเช็คได้ 0-2252-4106-9) เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วเห็นฟอร์เวิร์ดเมล์ขอบริจาคเลือดให้กับคนป่วย วันนี้เลยโทรไปถามพ่อคนป่วยเค้าหน่อย พ่อเค้าบอกว่าน้องที่รอเลือดอยู่เสียไปแล้วอ่ะ T.T เศร้าใจ วันนี้ตอนที่เขียนใบเขียวก็มีพี่เจ้าหน้าที่มาถามว่าพอมีเวลาว่างซักชั่วโมงครึ่งมั้ย เค้าจะขอให้บริจาคเกล็ดเลือด เราก็ว่างๆ อยู่พอดี เลยไปบริจาคเกล็ดเลือด
เกล็ดเลือด คือเซลล์เลือดชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณช่วยในการทำให้เลือดแข็งตัว และอื่นๆ ที่เค้าอยากให้บริจาคเกล็ดเลือดโดยเฉพาะเพราะว่าการบริจาคเลือดปกติ (ที่ได้เลือดไปทั้งหมดนั้น) จะได้เกล็ดเลือดมาน้อยมาก (ประมาณ 5 ถุงเลือด จะได้เกล็ดเลือดเท่ากับที่บริจาคเกล็ดเลือด 1 ครั้ง) ซึ่งเกล็ดเลือดก็จำเป็นต่อการรักษาผู้ป่วยเหมือนกัน การบริจาคเกล็ดเลือด ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง โดยจะดึงเลือดออกมาปั่นเอาเฉพาะเกล็ดเลือด แล้วก็ส่งเลือดกลับไปในร่างกาย เจาะแขนแค่ข้างเดียว
ตอนเข้าไปแล้วเค้าให้ตรวจปริมาณเกล็ดเลือดก่อนปรากฎว่าไม่ผ่าน เลยบริจาคไม่ได้ แต่ว่าเค้าเช็คเจอว่าเม็ดเลือดขาวของเรามีเยอะมาก แล้วพอดีกลับมีเด็กที่บาดเจ็บรออยู่คนนึง เลยขอให้เราบริจาคความรู้สึกที่ได้จากการได้ช่วยใครซักคนให้มีชีวิตอยู่ต่อได้นี่มันรู้สึกแปลกๆ ดีนะ เคยบริจาคเลือดมาครั้งนี้ก็ครั้งที่ 6 แล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่ได้รู้ว่าเลือดของเราจะสามารถไปช่วยชีวิตคนอื่นได้จริงๆ ภายในคืนนี้เลย!!
การบริจาคเม็ดเลือดขาว ใช้เครื่องเดียวกับเครื่องที่บริจาค stem cell โดยวิธีจะคล้ายๆ การบริจาคเกล็ดเลือด แต่ว่าจะต้องใช้กลไกซับซ้อนกว่านิดหน่อย และไม่รู้ว่าเพราเหตุใด เลยต้องเจาะสองแขน เพื่อให้แขนนึงเอาเลือดออกไป และเอาเลือดเข้าอีกแขนนึง เวลาที่ใช้จะประมาณ 2 ชั่วโมง เลือดที่ได้จะเป็นเลือดแดงข้นๆ ที่มีปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวเข้มข้นกว่าเลือดทั่วไป เลือดที่เจาะออกมาจะสามารถเก็บไว้ได้แค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้น
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดก็คงจะดีที่หนึ่งคนจะได้มีชีวิตรอด เพื่อนๆ ที่จะไปบริจาคเลือดอย่าลืมไปลองบริจาค platelet นะ เผื่อบางทีเลือดของคุณอาจจะสามารถช่วยชีวิตคนได้!
หลังบริจาคเลือดเสร็จก็เดินโง่ๆ สโลสเล (เพราะเลือดน้อย)มาที่ TCDC เพื่อฟังบรรยายต่อ คืนนี้จะเป็นการบรรยายในหัวข้อ "งานออกแบบของอิตาลี: ภาษาแห่งความแตกต่าง จากท้องถิ่นสู่สากล" โดย designer จากอิตาลี สิ่งที่น่าตลกก็คือคนที่บรรยายเค้าเป็นศาสตราจารย์จากอิตาลี ซึ่งพูดภาษาอิตาลี ซึ่งเราฟังไม่ออก (แม้จะไปอยู่อิตาลีมาอาทิตย์กว่าก็ฟังออกแค่คำว่า Grazie = ขอบคุณ เท่านั้น) เลยมีคนแปลสองคน ซึ่งคนนึงเป็นคนไทย แต่ทำหน้าที่แปลภาษาอิตาลีเป็นภาษาอังกฤษ แต่ว่าอีกคนนึงเป็นฝรั่งแปลภาษาอิตาลีเป็นภาษาไทย ฮามากๆ ทำให้ไม่ชัดซักภาษา 555 อาจารย์เค้าพยายาม
พูดให้เรามีส่วนร่วมและขำ แต่คนแปลดันแปลไม่ทัน ทุกคนก็ฟังไม่ออก อาจารย์เลยทำหน้าเหมือนเล่นมุขแป้ก! 555 ส่วนเนื้อหาก็เป็นดังข้างล่างนี้...อ่านอาจไม่รู้เรื่องก็ได้ ไม่รู้ว่าคนแปลไม่รู้เรื่องหรืออาจารย์แกพูดไม่รู้เรื่องกันแน่ 555 (ซักพักนึงมีผู้ฟังกิติมาศักดิ์คนนึงอาสามาแปลให้แทน ตลกจริง) อีกอย่างคือแกเตรียม powerpoint มาไฟล์นึง แต่เปิดหน้าแรกให้ดูหน้าเดียว (หน้าที่บอก title การบรรยายซึ่งไม่ใช่อันเดียวกับอันนี้) แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับรูปหั่นครึ่งของสถาปัตยกรรมแห่งหนึ่งในอิตาลีที่โชว์อยู่แม้แต่นิดเดียว เฮ้อ! จะเอามาทำไมฟะ?
ส่วนนิทรรศการนี่น่าดูจริงๆ "มันคิดได้ยังไง" ก้องอยู่ในหัวหลายครั้ง ที่ทึ่งที่สุดคงจะเป็นกล่องใส่ไอติมที่สามารถฉีดเจลให้ความเย็นเข้าไปเพื่อทำความเย็นได้แม้จะอยู่นอกตู้เย็น อ้อ แล้วคนที่ไปฟังบรรยายจะได้รับแจกหนังสือ cataloge ของนิทรรศการมาเล่มนึง ใครสนใจยืมดูได้นะ
งานออกแบบของอิตาลี: ภาษาแห่งความแตกต่าง จากท้องถิ่นสู่สากลProf. Aldo Collonetti เป็นบรรณาธิการ Octagono ซึ่งเป็นนิตยสาร design ที่มีชื่อเสียงมาก เป็นผู้ควบคุมนิทรรศการ Foodesign ซึ่งเกี่ยวกับการออกแบบกับอาหาร ที่แสดงอยู่ที่ TCDC ในช่วงนี้อีกด้วย
17 June ว่าด้วยเรื่องคำว่า เฟรชชี่คำว่าเฟรชชี่ -- ชัชวาล 17 มิ.ย. 2549 ======== ปัจจุบันคำนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นคำที่คนไทยใช้ผิดต่อๆ กันมา เพราะคำที่ถูกต้องคือ freshmen ส่วนตัวคำว่า freshy เองนั้นไม่มีบัญญัติในพจนานุกรม นอกจากนั้นหากวิเคราะห์รากศัพท์ก็จะสามารถแยกคำได้เป็น fresh + y ซึ่งเข้าใจกันว่าเป็นการทำให้เป็น adjective (ตัวอย่างที่เปรียบกันคือ cloud + y -> cloudy ซึ่งแปลว่ามีเมฆมาก) มีผู้วิจารณ์ไปต่อว่าถ้าเป็นอย่างนั้นก็ควรใช้เป็น freshy student ไม่ใช่เรียก freshy อย่างเดียว วันนี้เรานึกได้ว่า "ถ้าเฟรชชี่ไม่ได้สะกดว่า freshy หล่ะ?" มันมีทางสะกดอีกแบบคือ freshie ซึ่งแยกได้เป็น fresh + ie โดย suffix "-ie" นั้นใช้ในการเปลี่ยน adjective ให้เป็น noun อยู่แล้ว เช่น cute + ie -> cutie ที่แปลว่าคนน่ารัก (informal) ดังนั้นการใช้ freshie ใน part of speech เป็น noun เรียกเด็กปีหนึ่งก็คงไม่ผิดมากนัก จากการหาแหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม พบว่าหนังสือ Quick & Easy Vocabulary Builder ของ Random House ได้มีการอธิบายว่า suffix "-ie" เป็น variation อย่างหนึ่งของ suffix "-y" โดยอธิบายไว้ดังนี้ """ -y(2) (or -ie), suffix. from Middle English, used 1.a. to form nouns that bring or add a meaning of dearness or familiarity to the noun or adjective root, such as proper names, names of pets, or in baby talk: Bill + -y -> Billy; Susan + -ie -> Susie; bird + -ie -> birdie; sweetie. ...""" ซึ่งทำให้สามารถสรุปได้ว่าการใช้คำว่าเฟรชชี่เรียกนิสิตชั้นปีที่หนึ่งไม่ว่าในรูป freshy หรือ freshie นั้นสามารถใช้ได้ถูกต้องตามหลักนิรุขติศาสตร์ แม้ว่าจะไม่มีคำนี้บัญญัติไว้ในพจนานุกรม เราก็สามารถสร้างคำนี้ขึ้นมาได้ตามหลักภาษาและใช้ในภาษาอังกฤษท้องถิ่นได้อย่างถูกต้อง |
|||||
|
|