iNmO_Khem 的个人资料Khem at next step of lif...照片日志列表 工具 帮助

日志


7月15日

Movin' to new blog!

Hey hey!
I'm moving to new blog at:
 
This is because MSN Space is very awkward and usually have the problems with my IE and MSN Messenger. Do keep me posted na ^^
6月21日

What a good day and a day for good!

วันนี้เป็นวันที่ดีจริงๆ ตื่นแต่เช้าเพื่อไปจองคิวทำบัตรประจำตัวประชาชน หลักฐานที่ใช้ก็คือบัตรประจำตัวประชาชนเก่าและทะเบียนบ้านตัวจริง  สำหรับคนที่ต้องการเก็บบัตรเก่าเอาไว้ก็ต้องพาพยานที่เป็นญาติหนึ่งคนไปด้วยเพื่อยืนยันตัว และเสียค่าทำอีก 20 บาท เราขี้เกียจวุ่นวายเลยคืนๆ เค้าไปละกัน  รูปของบัตรใหม่นี่ก็ดูเป็นผู้เป็นคนมากกว่าบัตรเก่าเยอะเลยดีจังๆ
 
ถัดจากนั้นก็ไปออกกำลังกายนิดหน่อยแล้วก็ไปบริจาคเลือดตามที่วางแผนไว้ (ทีแรกว่าจะไปบริจาคตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่ดันมีนัดประชุมกับน้องเชียร์ซะก่อน)  ตอนนี้ก็เกินสองเดือนมานิดหน่อย (ครั้งๆที่แล้วไปเดือนมีนาคมกับแอน--แน่นอนว่าเทปไปด้วยแต่เทปไม่บริจาคอ่ะ)  ที่ไปช่วงนี้เพราะว่าเก็บเลือดไว้เลี้ยงสมองตอนสอบ GRE ก่อน (เวลาบริจาคเลือดเสร็จแล้วเราจะดูโง่ๆ พักนึง เพราะว่าเลือดน้อย 555)
 
ก่อนบริจาคเลือดควร:
- นอนมามากกว่า 6 ชั่วโมง
- ไม่ป่วย, บาดเจ็บ, เสียเลือดมาก
- ไม่กินยาปฏิชีวนะอะไรภายใน 7 วันที่ผ่านมา
- ไม่กินอาหารมันๆ มากมาในมื้อที่แล้ว
- อื่นๆ (โทรไปเช็คได้ 0-2252-4106-9)
 
เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วเห็นฟอร์เวิร์ดเมล์ขอบริจาคเลือดให้กับคนป่วย วันนี้เลยโทรไปถามพ่อคนป่วยเค้าหน่อย พ่อเค้าบอกว่าน้องที่รอเลือดอยู่เสียไปแล้วอ่ะ T.T เศร้าใจ  วันนี้ตอนที่เขียนใบเขียวก็มีพี่เจ้าหน้าที่มาถามว่าพอมีเวลาว่างซักชั่วโมงครึ่งมั้ย เค้าจะขอให้บริจาคเกล็ดเลือด เราก็ว่างๆ อยู่พอดี เลยไปบริจาคเกล็ดเลือด
 
เกล็ดเลือด คือเซลล์เลือดชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณช่วยในการทำให้เลือดแข็งตัว และอื่นๆ  ที่เค้าอยากให้บริจาคเกล็ดเลือดโดยเฉพาะเพราะว่าการบริจาคเลือดปกติ (ที่ได้เลือดไปทั้งหมดนั้น) จะได้เกล็ดเลือดมาน้อยมาก (ประมาณ 5 ถุงเลือด จะได้เกล็ดเลือดเท่ากับที่บริจาคเกล็ดเลือด 1 ครั้ง) ซึ่งเกล็ดเลือดก็จำเป็นต่อการรักษาผู้ป่วยเหมือนกัน การบริจาคเกล็ดเลือด ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง โดยจะดึงเลือดออกมาปั่นเอาเฉพาะเกล็ดเลือด แล้วก็ส่งเลือดกลับไปในร่างกาย เจาะแขนแค่ข้างเดียว
 
ตอนเข้าไปแล้วเค้าให้ตรวจปริมาณเกล็ดเลือดก่อนปรากฎว่าไม่ผ่าน เลยบริจาคไม่ได้ แต่ว่าเค้าเช็คเจอว่าเม็ดเลือดขาวของเรามีเยอะมาก แล้วพอดีกลับมีเด็กที่บาดเจ็บรออยู่คนนึง เลยขอให้เราบริจาคความรู้สึกที่ได้จากการได้ช่วยใครซักคนให้มีชีวิตอยู่ต่อได้นี่มันรู้สึกแปลกๆ ดีนะ  เคยบริจาคเลือดมาครั้งนี้ก็ครั้งที่ 6 แล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่ได้รู้ว่าเลือดของเราจะสามารถไปช่วยชีวิตคนอื่นได้จริงๆ ภายในคืนนี้เลย!!
 
การบริจาคเม็ดเลือดขาว ใช้เครื่องเดียวกับเครื่องที่บริจาค stem cell โดยวิธีจะคล้ายๆ การบริจาคเกล็ดเลือด แต่ว่าจะต้องใช้กลไกซับซ้อนกว่านิดหน่อย และไม่รู้ว่าเพราเหตุใด เลยต้องเจาะสองแขน เพื่อให้แขนนึงเอาเลือดออกไป และเอาเลือดเข้าอีกแขนนึง เวลาที่ใช้จะประมาณ 2 ชั่วโมง  เลือดที่ได้จะเป็นเลือดแดงข้นๆ ที่มีปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวเข้มข้นกว่าเลือดทั่วไป  เลือดที่เจาะออกมาจะสามารถเก็บไว้ได้แค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้น
 
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดก็คงจะดีที่หนึ่งคนจะได้มีชีวิตรอด  เพื่อนๆ ที่จะไปบริจาคเลือดอย่าลืมไปลองบริจาค platelet นะ เผื่อบางทีเลือดของคุณอาจจะสามารถช่วยชีวิตคนได้!
 
หลังบริจาคเลือดเสร็จก็เดินโง่ๆ สโลสเล (เพราะเลือดน้อย)มาที่ TCDC เพื่อฟังบรรยายต่อ คืนนี้จะเป็นการบรรยายในหัวข้อ "งานออกแบบของอิตาลี: ภาษาแห่งความแตกต่าง จากท้องถิ่นสู่สากล" โดย designer จากอิตาลี สิ่งที่น่าตลกก็คือคนที่บรรยายเค้าเป็นศาสตราจารย์จากอิตาลี ซึ่งพูดภาษาอิตาลี ซึ่งเราฟังไม่ออก (แม้จะไปอยู่อิตาลีมาอาทิตย์กว่าก็ฟังออกแค่คำว่า Grazie = ขอบคุณ เท่านั้น) เลยมีคนแปลสองคน ซึ่งคนนึงเป็นคนไทย แต่ทำหน้าที่แปลภาษาอิตาลีเป็นภาษาอังกฤษ  แต่ว่าอีกคนนึงเป็นฝรั่งแปลภาษาอิตาลีเป็นภาษาไทย ฮามากๆ ทำให้ไม่ชัดซักภาษา 555  อาจารย์เค้าพยายาม
พูดให้เรามีส่วนร่วมและขำ แต่คนแปลดันแปลไม่ทัน ทุกคนก็ฟังไม่ออก อาจารย์เลยทำหน้าเหมือนเล่นมุขแป้ก! 555 ส่วนเนื้อหาก็เป็นดังข้างล่างนี้...อ่านอาจไม่รู้เรื่องก็ได้ ไม่รู้ว่าคนแปลไม่รู้เรื่องหรืออาจารย์แกพูดไม่รู้เรื่องกันแน่ 555 (ซักพักนึงมีผู้ฟังกิติมาศักดิ์คนนึงอาสามาแปลให้แทน ตลกจริง)  อีกอย่างคือแกเตรียม powerpoint มาไฟล์นึง แต่เปิดหน้าแรกให้ดูหน้าเดียว (หน้าที่บอก title การบรรยายซึ่งไม่ใช่อันเดียวกับอันนี้) แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับรูปหั่นครึ่งของสถาปัตยกรรมแห่งหนึ่งในอิตาลีที่โชว์อยู่แม้แต่นิดเดียว เฮ้อ! จะเอามาทำไมฟะ?
 
ส่วนนิทรรศการนี่น่าดูจริงๆ "มันคิดได้ยังไง" ก้องอยู่ในหัวหลายครั้ง ที่ทึ่งที่สุดคงจะเป็นกล่องใส่ไอติมที่สามารถฉีดเจลให้ความเย็นเข้าไปเพื่อทำความเย็นได้แม้จะอยู่นอกตู้เย็น  อ้อ แล้วคนที่ไปฟังบรรยายจะได้รับแจกหนังสือ cataloge ของนิทรรศการมาเล่มนึง ใครสนใจยืมดูได้นะ
 

 

งานออกแบบของอิตาลี: ภาษาแห่งความแตกต่าง จากท้องถิ่นสู่สากล

Prof. Aldo Collonetti เป็นบรรณาธิการ Octagono ซึ่งเป็นนิตยสาร design ที่มีชื่อเสียงมาก เป็นผู้ควบคุมนิทรรศการ Foodesign ซึ่งเกี่ยวกับการออกแบบกับอาหาร ที่แสดงอยู่ที่ TCDC ในช่วงนี้อีกด้วย

International Style 
การสร้างอะไรซักอย่างที่มีลักษณะเป็นนานาชาติ concept นี้ทำให้ตึกหลายๆ ตึกขาดลักษณะ่ส่วนตัว (คำนี้ถูกใช้ในแง่ลบในวงการสถาปัตยกรรม)
  • เราควรออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สามารถคงไว้ซึ่งคุณภาพและลักษณะเฉพาะ แต่ในขณะเดียวกันต้องทำให้สามารถผลิตได้ในเชิงอุตสาหกรรมด้วย
  • คำถาม: จะใช้วัฒนธรรมท้องถิ่นของไทยอย่างไรในการออกแบบ ไม่ใช่แค่ทำให้รู้สึกว่าเป็น "เอกลักษณ์ไทย" เท่านั้น
    • คำตอบ: ของแต่ละอย่างมีคุณลักษณะที่เป็นสากลของมัน เช่น เก้าอี้ไม่สามารถเอามาวางนอนแล้วใช้ได้ ระบบการผลิตของแต่ละสิ่งก็เป็นแบบสากล สิ่งที่จะสามารถเพิ่มเข้าไปได้ในงานคือเพิ่มทางด้าน form ซึ่งทำให้ความสวยงามเป็นสิ่งที่ความเป็นท้องถิ่นได้แสดงออกออกมา
    • ผู้ฟังเสริม: การออกแบบที่ต้องการในแบบ "Brand Value"การเข้าใจกระบวนการการผลิตจะทำให้สามารถนำการออกแบบเข้าไปทำให้เป็นผลผลิตได้ เช่น ผลผลิตการออกแบบเฟอร์นิเจอร์จากผักตบฉวา
    • ผู้บรรยายตอบ: ขอเพิ่มเติมว่าของที่เป็นของในท้องถิ่น บางครั้งไ่ม่สามารถส่งออกได้ เพราะมีลักษณะที่เกิดจากการผูกพันกับสภาพแวดล้อมท้องถิ่นมากเกินไป ไม่เข้ากันกับสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นอื่นๆ
      • ยกตัวอย่างเช่น ซอสซัส--designer ชาวอิตาลีคนหนึ่ง (คนที่ออกแบบโดยใช้สีที่ contrast กัน) ที่ได้แรงบันดาลใจจากเมืองไทย เค้าเอาสีที่มาจากดอกไม้ในประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สกัดออกมาเป็นแรงบันดาลใจ ซึ่งนำไปสร้างออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ได้
  • คำถาม: การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ (ไม่สอดคล้องกับ trend ที่ีมีกลุ่ม trend setter ที่กำหนด international design) จะทำอย่างไรถึงจะปลอดภัย
    • คำตอบ: คุณต้องไม่ตาม trend เพื่อจะมีชื่อเสียงในฐานะที่เป็น designer ถ้าตาม trend แล้วดังผมคงเป็น designer ไปแล้ว อย่าวางแผนการตลาดก่อนที่จะ design (เช่นการใช้สีตาม trend) เพราะเมื่อเราตาม trend แล้ว แต่มีคนก่อนคุณที่ทำผลิตภัณฑ์ตาม trend เหล่านั้นออกมาแล้ว คุณจะล้าหลังทันที (ความเสี่ยงของการ design) เราต้องมอง trend ให้ออกแล้วแหวกแนว (แต่ก็มีความเสี่ยงในอีกด้านหนึ่งเช่นกัน) ดังนั้นควรหาบริษัทที่ร่วมวางแผนที่จะเผชิญความเสี่ยงสองด้่านด้วยกัน "หากคุณตาม trend แล้ว ทำได้อย่างดีแค่เสมอ ไม่มีทางชนะ"
  • คำถาม: มีอะไรที่แนะนำให้คนไทยไปอิตาลี
    • คำตอบ: แต่ละประเทศมีคุณภาพและคุณลักษณะเฉพาะ อิตาลีก็มี เป็นประเทศที่มีธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมดังนั้นเลยทำให้สามารถคุยกับเจ้าของกิจการเกี่ยวกับไอเดียที่มีได้ง่ายกว่าบางที่ เช่น อเมริกา, เยอรมัน, ฝรั่งเศส ดังนั้นอยากให้ศึกษาวิธีการที่ต่างกัน "80% ของ Designer ที่ยิ่งใหญ่ทุกคนเค้าทำงานกับบริษัทอิตาลี"
  • คำถาม: อะไรคือลักษณะเฉพาะของ designer ที่ยิ่งใหญ่ที่ได้กล่าวมา
    • คำตอบ: เค้าเก่งเพราะสามารถเสนอความคิดใหม่ๆ ที่ไม่ตาม trend เค้าไม่มีตัวของเค้าเองแต่เค้าเข้าใจความสามารถผู้ผลิต เค้าสามารถอ่านและเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตลาดกำลังต้องการพรุ่งนี้ มะรืนนี้ ไม่ใช่อีกยี่สิบปีข้างหน้า
  • คำถาม: แนะนำให้อ่านหนังสืออะไร เพื่อเป็นแหล่ง inspiration
    • คำตอบ: อย่าอ่านหนังสือของ design ไปอ่านหนังสือปรัชญา, ประวัติศาสตร์, ศิลปะ, เศรษฐศาสตร์ซะ เพื่อที่จะทำให้ความคิดเพิ่มพูนมากขึ้น
6月19日

GRE Score

My GRE:
Verbal: 340/800
Qualitative: 790/800
 
Glad it has passed!
6月17日

ว่าด้วยเรื่องคำว่า เฟรชชี่

คำว่าเฟรชชี่ -- ชัชวาล 17 มิ.ย. 2549

========

ปัจจุบันคำนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นคำที่คนไทยใช้ผิดต่อๆ กันมา เพราะคำที่ถูกต้องคือ freshmen ส่วนตัวคำว่า freshy เองนั้นไม่มีบัญญัติในพจนานุกรม นอกจากนั้นหากวิเคราะห์รากศัพท์ก็จะสามารถแยกคำได้เป็น fresh + y ซึ่งเข้าใจกันว่าเป็นการทำให้เป็น adjective (ตัวอย่างที่เปรียบกันคือ cloud + y -> cloudy ซึ่งแปลว่ามีเมฆมาก) มีผู้วิจารณ์ไปต่อว่าถ้าเป็นอย่างนั้นก็ควรใช้เป็น freshy student ไม่ใช่เรียก freshy อย่างเดียว

วันนี้เรานึกได้ว่า "ถ้าเฟรชชี่ไม่ได้สะกดว่า freshy หล่ะ?" มันมีทางสะกดอีกแบบคือ freshie ซึ่งแยกได้เป็น fresh + ie โดย suffix "-ie" นั้นใช้ในการเปลี่ยน adjective ให้เป็น noun อยู่แล้ว เช่น cute + ie -> cutie ที่แปลว่าคนน่ารัก (informal) ดังนั้นการใช้ freshie ใน part of speech เป็น noun เรียกเด็กปีหนึ่งก็คงไม่ผิดมากนัก

จากการหาแหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม พบว่าหนังสือ Quick & Easy Vocabulary Builder ของ Random House ได้มีการอธิบายว่า suffix "-ie" เป็น variation อย่างหนึ่งของ suffix "-y" โดยอธิบายไว้ดังนี้

""" -y(2) (or -ie), suffix. from Middle English, used 1.a. to form nouns that bring or add a meaning of dearness or familiarity to the noun or adjective root, such as proper names, names of pets, or in baby talk: Bill + -y -> Billy; Susan + -ie -> Susie; bird + -ie -> birdie; sweetie. ..."""

ซึ่งทำให้สามารถสรุปได้ว่าการใช้คำว่าเฟรชชี่เรียกนิสิตชั้นปีที่หนึ่งไม่ว่าในรูป freshy หรือ freshie นั้นสามารถใช้ได้ถูกต้องตามหลักนิรุขติศาสตร์ แม้ว่าจะไม่มีคำนี้บัญญัติไว้ในพจนานุกรม เราก็สามารถสร้างคำนี้ขึ้นมาได้ตามหลักภาษาและใช้ในภาษาอังกฤษท้องถิ่นได้อย่างถูกต้อง

6月16日

Graduation Ceremony is approaching!!!

Dear all, please take a photo with me at my graduation ceremony! Please see the date/time on your left.
 
เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ เราจะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรเร็วๆนี้แล้ว เชิญมาถ่ายรูปกัน ตามวันและเวลา ที่ขึ้นทางด้านซ้ายมือ
 
โทรมานัด 0-6881-6xxx หรือ post เป็น comment ไว้ได้นะ
6月12日

เรียนคนไทยทุกคน

อย่าให้งานเฉลิมฉลองฯเป็นเพียงกระแส
อย่าให้การทำดีเพื่อในหลวงเป็นเพียงแฟชั่น
 
อย่าลืมว่าตลอดเวลานี้พ่อหลวงของเรา
ก็ยังทรงรักเราเสมอ
 
ทำดีเพื่อในหลวง ไม่ได้สิ้นสุดแค่วันที่ 17 มิถุนายน

พลุเฉลิมพระเกียรติ วันที่ 11

เป็นการรอพลุที่ทรหดที่สุดในสามวันที่ผ่านมาเพราะฝันเจ้ากรรมดันตกประมาณทุ่มนึง  แต่ก็โชคดีที่ฝนหยุดก่อนจุดพลุ (ซึ่งเลทไปประมาณชั่วโมงกว่า)  พลุวันนี้สวยมากเลย แม้ว่าจะมีจำนวนดอกไม่เยอะ แต่ก็เป็นดอกใหญ่ทั้งนั้น ผิดกับสองวันที่ผ่านมา
 
พลุในรูปชุด Long Live the King (ที่เป็นรูปเดี่ยว) ก็เป็นรูปจากคืนนี้ทั้งนั้นเลย เชิญดูเชิญชมจ้า
 
ไว้รูปพลุวันอื่นและรูปไฟจะทยอยเอามาลงให้ดูกัน
6月10日

พลุเฉลิมพระเกียรติที่สวนเบญฯ

เมื่อวานนี้ได้ไปดูพลุเฉลิมพระเกียรติมา  แต่การได้มาดูพลุจริงๆ มันจะได้บรรยากาศหลายแบบที่หาไม่ได้จากการดูผ่านทีวีนะ เช่น ไอดิน กลิ่นเหงื่อ ลูกร้อง คนด่ากัน และได้เห็นความน่ารักหลายๆ อย่างของคนไทย รวมทั้งนิสัยไม่ดีอีกหลายอย่างซะด้วยสิ
 
เริ่มต้นด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน โอ้โห วันนี้คนกว่า 98% ใส่เสื้อเหลืองหมดเลย เห็นแล้วรู้สึกดีจัง การที่คนเยอะๆ มาทำอะไรเหมือนๆ กันนี่น่าตื่นเต้นเสมอเลยแฮะ ^^
 
ไปถึงศูนย์ประชุมฯ ก็เดินหาซื้อเมาส์ที่ commart แล้วนัดเลอ, เร, เทป เจอกันที่ประตูรถไฟฟ้าใต้ดินตรงแถว food center ก่อน แล้วก็ไปช่วยนิมนต์ซึ่งสวีทมากับน้องก้อยเลือกซื้อ wireless LAN USB ได้ของ DLink มา ราคาประมาณ 990 บาท อ้อ ส่วนเมาส์เราได้เมาส์ตัวเล็กๆ ราคา 190 บาทมา ทีแรกว่าจะซื้อแบบ bluetooth แต่เห็นราคาแล้วเลิกคุย (มันอาจจะทนทานก็ได้นะ) คิดว่าเมาส์ตัวนี้คงใช้ซักปีหรือสองปี (ตามสภาพความทนของมัน) เลยไม่อยากเปลืองเงินมากมายนัก  ขณะเดินงาน commart เห็นคนสะพายกระเป๋ากล้อง ถือขาตั้งกันเยอะมากมาย ทำให้อยากได้ขาตั้งกล้องมากขึ้น (อันที่ใช้อยู่เป็นอันเก่าของกล้อง VDO พ่ออ่ะ)
 
หลังจากนั้นก็ไปกินข้าวที่ food center เรานั่งเฝ้าที่โต๊ะก่อน ปรากฎว่าทั้งเลอและเทปได้ข้าวหน้าปลาซาบะมา (แอบคิดอยู่ว่ามันก็ไม่เห็นน่ากินเลย ทำไมถึงซื้อมาตรงกันฟะ) พอเดินไปซื้อบ้างก็เข้าใจทันที คือแถวข้าวหน้าปลาซาบะมันสั้นสุดนั่นเอง ~.~ แต่ก่อนที่เราจะได้ข้าวหน้าปลาซาบะเป็นจานที่สามของโต๊ะ ข้าวมันก็ดันหมดซะก่อน  เดินหาแป๊บนึงอยากกินราดหน้าหมี่กรอบ แต่เหลือบไปเห็นว่าแม่ค้ากำลังหยิบหมี่กรอบจานสุดท้ายราดหน้าให้ลูกค้าไปซะแล้ว เราก็เลยเดินไปถามว่ามีหมีกรอบอีกมั้ย แม่ค้าหอยหลอดก็มองหน้าเรานิดนึงแล้วก็ไม่ตอบอะไร  เฮ้ย! ชั้นไม่ได้มาขอกินฟรี หรือมาแทรกแถวนะ แค่ถามว่ามีป่าว ถ้าแกตอบว่ามีชั้นก็จะเข้าแถว ถ้าไม่มีจะได้ไปหาอย่างอื่น ทำไมทำอย่างนี้อ่ะ
 
เมื่อเสียอารมณ์ปุ๊บก็เลยไม่กินราดหน้าเลย  อ้อ อีกอย่างที่น่าเกลียดของศูนย์อาหารที่นี่คือการ "ไม่ทอนคูปอง" ทำไมถึงไม่ทอนฟระ ในเมื่อคูปองมันก็ออกแบบให้มีหลายราคา แค่หยิบทอนแค่เนี่ยจะเป็นอะไร คิดจะหากำไรจากคนที่มีคูปองไม่พอดีหรือยังไงเนี่ย  เป็นการกระทำที่แย่มากๆ เลยแล้วยังอยู่ในศูนย์ประชุมระดับชาติอีกด้วย
 
สุดท้ายก็ได้ข้าวผัดกุ้งมากิน (เตรียมคูปองไปพอดีนะ 555) หลังจากกินเสร็จก็จะไปแลกคูปองคืน คนที่มาแลกคูปองเยอะมาก เลยมีคนมาขอแลกเงินเป็นคูปองกับเรา ดันซวยอีกแล้ว เจอเจ้คนนึงมาแลกยี่สิบห้าบาท แล้วเราก็บอกแกว่าไม่มีห้าบาท ก็เลยแลกแค่ยี่สิบ พอเรายื่นคูปองให้แล้วก็วิ่งหายไปเลย แม่ง ไม่จ่ายตังค์เรา  แต่คนมันเยอะมากๆ เลยตามไปไม่ทัน  เอาเหอะ ขอให้มันท้องเสีย 555
 
 เสร็จแล้วซักห้าโมงก็มานั่งรอดูพลุ คนเยอะมากๆ เลย แล้วทุกคนก็ใส่เสื้อสีเหลืองกันเกือบหมด (เทปกับเลอใส่เสื้อขาวอ่ะ) ดีจังๆ  พวกเราตัดสินใจแยกๆ กันไปดู (กระจายความเสี่ยง) โดยเรา เทป พี่ย้ง (ที่เจอกันข้างในนั้นอ่ะ) ยืนอยู่ริมสระสวนเบญฯ ส่วนเลอไปยืนอยู่ตรงลูกกรงอีกด้านนึงของสระ เรไปอยู่ที่ลานจอดรถ
 
กว่าพลุจะมาก็อีกตั้งสองชั่วโมง ในระหว่างนี้ก็มีเหตุการณ์ที่ไม่อาจเห็นได้ถ้าไม่ได้มาดูพลุเอง คือ คนที่พยายามจะเดินเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ข้างในก็เต็มแล้ว  มีบางคนก็พูดดังๆ ว่าให้แบ่งทีกันบ้าง, บ่นพวกขาตั้งกล้อง, บ่นพวกคนที่นั่งอยู่ โอ้วเจ้ แล้วเจ้จะเดินเข้ามาทำไมฟะ ข้างในมันก็เต็มหมดแล้ว ฝ่าพวกผมเข้าไปก็เจออีกมากมายแหล่ะ
 
มีเจ้คนนึง แกปากกล้ามาก ใช้เสียงอันโอหังแหวกทางมาเรื่อย จนพักนึงก็มีผู้ชายคนนึงตะโกนโต้ตอบแก (แกบอกว่าทิ้งลูกไว้ข้างใน แล้วออกมาซื้อข้าวให้ลูก  มีประเภทนี้เยอะมาก เราคิดว่าถ้ามีเด็กจริงเด็กก็คงเป็นลมตายในนั้นแล้วหล่ะ) ขณะที่เจ้แกเดินไปก็บ่นๆ ว่าทุกคนนั่งบังทางแก, ไม่มีน้ำใจ, คนไทยหรือเปล่า  เฮียผู้ชายก็ตะโกนต่อว่าเจ้แก ว่าแกเดินวุ่นวาย ทำไมไม่นั่งให้เป็นที่เล่า โอ้ จากนั้นก็เกิดการด่าทอเล็กน้อย  สุดท้ายเจ้แกดันหลุด keyword มาว่า "ไอ้สัตว์" ฮะ โอ ทันใดนั้นฝูงชนที่หลบให้แกต่างตะโกนด่าแกกันระงมเลยฮะ  (กูหลบให้แล้วมึงยังปากดีอีก) <--- ไม่สุภาพๆ  เจ้แกรีบเดินหายไปหาลูกเลยฮะ  แหม อยากให้เจ้แกท้องเสียจังนะ
 
นี่แหล่ะคือบรรยากาศที่สนุกสนายดี ถ้าดูถ่ายทอดสดคงไม่เห็นนะ ^^
 
ตอนพลุขึ้นเนี่ยมันดันขึ้นตรงทีต้นไม้บังพอดี คนที่อยู่ตรงนั้นก็เลยผิดหวังกันมากมาย  มีกระแสคนเริ่มเดินออก ชัชวาลก็เลยรีบสอดตัวเดินสวนเข้าไป ดูๆ ก็ตลกดีน หลายคนมานั่งรอตั้งสองชั่วโมงแล้ว พลุนัดแรกขึ้นก็เดินออก
 
เมื่อเดินเข้าไปได้ที่ที่พอเห็นบ้างก็ปักหลักยืนต้านฝูงชนที่เดินทยอยออกบ้างเข้าบ้างอยู่ตรงนั้น แต่เพราะเหตุนี้ทำให้ขาตั้งที่เอาไปไม่ได้ใช้ เพราะว่าไม่สามารถตั้งได้ อารมณ์อยากได้ขาตั้งกล้องเลยหายไป
 
พลุส่วนใหญ่จุดติดๆ แม่น้ำอ่ะ แต่ชุดสุดท้ายนี่ดี มีพลุสูงๆ เยอะหน่อย อันนี้ก็ตลกดีตรงที่ว่าพลุชุดสุดท้ายจุดหลังเพลงสดุดีฯ ทำให้คนนึกว่ามันหมดแล้วเลยเดินออก (นับๆ พลุมาได้ 5 ชุดตามที่เค้าประกาศตั้งแต่แรก) แต่ชุดสุดท้ายดันเป็นชุดที่นานและสวยที่สุด หลายคนที่เดินออกไปแล้วคงเสียดาย 555
 
รูปที่ถ่ายมามีไม่สวย, สั่น เยอะมาก เลยตัดต่อรูปดีๆ มารวมกัน post ให้ดูรูปเดียวละกัน เดี๋ยวคืนนี้ไปแก้ตัวใหม่
 
หลังพลุเสร็จคุณอ๊อดโทรมาชวนให้ไปราชดำเนินต่อ เอาสิครับ อารมณ์กำลังคึกเลยไปกันต่อ แต่คนเยอะมาก เลยเดินตั้งแต่ศูนย์ประชุมฯ มาที่สถานีรถไฟฟ้าอโศก แล้วต่อรถไฟไปลงที่ราชดำริ (เรเอารูปไปสั่งอัด) แล้วนั่ง taxi ต่อไปราชดำเนิน
 
ไฟที่ราชดำเนินสวยมากๆ แต่ยังถ่ายได้แค่นิดเดียว เดี๋ยววันอาทิตย์จะนัดกันไปถ่ายต่ออีก
 
หลังจากนั้นก็ไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านแถวบ้านเลอ เผ็ดโคตรๆ แต่ก็อร่อยดี ตั้งแต่กลับจากอิตาลีก็เพิ่งได้กินของเผ็ดๆ วันนี้แหล่ะนะ ^^
 
สำหรับพลุเมื่อเทียบกับที่ได้ดูที่ญี่ปุ่นแล้วรู้สึกว่าน้อยจังเลยอ่ะ ~.~ ก็นั่นแหล่ะ ประเทศเราไม่ได้ส่งออกพลุนี่คร๊าบ
6月9日

ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

นับเป็นโชคดีครั้งหนึ่งในชีวิตที่มีโอกาสได้อยู่ในช่วงเวลาที่น่าจดจำนี้
 
วันนี้ดูทีวีอยู่ที่บ้านก็ยังรู้สึกปลื้มใจอย่างบอกไม่ถูก
 
ให้นึกต่อเอาเองเพราะบอกไม่ถูกแล้วอ่ะ
 
คิดว่าตอนรับปริญญาอาจจะได้รู้สึกอย่างนี้อีก
 
"ทรงพระเจริญ"
5月31日

Tomorrow...to Thailand

พรุ่งนี้จะได้กลับบ้านซะที
 
อยู่นี่ก็สนุกดี แต่ก็เบื่อบ้าง
 
ตอนนี้อยากนอนเต็มที่ซะหน่อย
 
ถ่ายรูปมาน้อยกว่าที่กะไว้ แต่ก็โอเคแหล่ะ
5月22日

Toulouse

ข้างล่างนี้เผื่อใครอยากอ่านก็พยายามเข้านะ ไว้กลับไปแล้วจะแปลให้อ่านง่ายกว่านี้และเพิ่ม version มีภาพด้วย ^^
 
หนาวพอใช้ สนุกสนาน

 
22.46 - Arrival at Donmuang
I've found that my flight is appointed to check-in at terminal#2 row 9.
My flight is LH783, Lufthansa airline which will land at Frankfurt on 5:55 ( GMT+1). Let's take this time to know my colleges for this trip.  My mentor, assoc. Prof. Asanee Kawtrakul of NAiST Lab, KU.  She is one of the leader researcher in Natural Language Processing (NLP) in Thailand. Another one is p'Mukda Suktaracharn. Her speciality is Thai linguistics. She also a lecturer at KMUTT.  The main propose of this trip is to attend the LREC'2006(The international conference on language resources). I will do the presentation of the lab. Ontology-driven knowledge portal cinstruction and K-service provision is the topic, which you will be know it more during the trip.
 
I've withdraw 500 baht from the Krungthep ATM. It's quiete the shame that KTB's ATM does not accept with my KTB card, but the Krungthep's does.

For those who have not travel abroad by plane, every airport charge the airport tax for its services.  Mostly, it will paid along with the plane ticket, but we have to pay it by ourself in Thailand. The vending machine for the tax accept only 500 bill only, so be prepared for this.
 
It's 21:16 now, I'll look for my company.
Hmm, no one arrived. Ley's take a look at my luggages. I have  one for the clothes, one for the camera, one for the notebook. In addition, I have to carry the poster, which has packed in the sword-like bag.
Finally, we met and check-in. At 22:02, I'm in the duty-free area. Ajarn pay airport tax for us.^^
00:17 The plane took off from the gound of Bangkok. We sit in the middle row of the plane. This time is quite different from last time. The europe air hostress is not kind as the Thai. The captain introduce himself, Keot (I'm sure that this is the mispelling) There are 3 movies tonight, but I think I should sleep -o-, see you at the meal time!
 
01:05 Wake up above the Rangoon, the midnight snack is served. It is the cerial snack called Soletti. Anyway, i'm expecting for bigger meal ^^.
 
01:30 Served with the pasta and pork, I'm ready for long sleep now. The advertisment about the Germany is quite interesting. Their slogan is "Germany, the land of idea". I hope I can get some idea during 2 hours there.
 
2:50 (GMT+1) from now on) After the sleepless night because there are a baby who cries all the way.  There is a movie: Dreamer shows. Anyway, I prefers my dream, I sleep =.= Oops thay baby cries again!
04:10 The breakfast arrived. It is tye fish stake with a cup of yogurt. This time, let's talk about air hostress. Lufthsnsa is the Germany airlines, thus most hostress is the German. They are not friendly like Thai or Japanese, but they have the readiness and seems active all the time. The lack of smile also make me unfamiliar with this kind of welcome.
 
05:58 smooth landing at the frankfurt int. Air.
 
06:21 I'm in the terminal 1 at the moment. We are waiting for the plane to toulouse which will depart at 8:55. Waiting here, I have not took much photos because we can not go outside the building. The temperature is 16?c
 
 
07:20 we've checked-in and wait for next plane. The airport does not separate the smokers. This is very awful for me. I'm allergic to the smoke. This is like hell!
 
8:10  We check in and go to the bus, which will take us to the plane. The weather outside is slightly cold, but no smoke is great. Looking from outside, this airport is far bigger than ours. We have to take the bus for about 5 minutes to the plane. We abroad the small plane for regional service, called CityLine. Oh the weather out there is quite cold! The plane have only 4 seats wide with about 20 rows. I feel cool at my feet, not sure if it is the air conditioning or the cold from outside. To Toulouse!
 
08:44 The plane took off. From above, I can see that there are clusters of houses. They are surrounded by the vast forest. Each cluster has their own facilities, which looks very well-planned. After going high, the low claud separate from the high claud. It is beautiful sceneary. Shame of me that I keep the camera in the luggage space above.

9:00 Big and hard is the definition of this meal. They serve the sandwich which quite different from what i've ever seen. The bread is hard like the french bread and its width length longer than my mouth. With 2 pices of cold ham inside make my jaw muscled. Another notable thing is the sandwich bag. It was printed "AKTIV-MEMBRAN". I think that it means "active membrane". The illustration above it shows that this bag don't allow the moisture form outside to get in. In the mean time, they let the moisture form inside out. Thus, I perform a little experiment using remaining orange juice. I separatly drop it on each side of the bag. Wow, it is true. The juice from outside can not leak in, and the juice inside is slowly decrease. Anyway, according to its speed, it is not quite 'acitve' ^^.
 
10:12 The claud above toulouse is quite thick. Captain told us that we're approaching the toulouse Blangnac Airport.
 
10:19 Touch the ground of Toulouse at last! No more plane for several days! Yeey!
 
10:52  I'm on the shuttle Bus now. This bus will leave for the city center. It will take 20 minutes. The cost for round trip (including coming back) is 4.50 (for under 25) and 5.90 (for above)
The city is quite claudy.
 
13:20 cherry 1 kg 4 €
13:37 kebab shop. 4€ + fried potato 0.5€
The Big bread with sliced fried beff. I'm very full.
P'Da ordered kefta at the same price. It is the mashed beef,like stake, in the bread. Aj. ordered the slalades 3 Fromages -- salad cheese. All of these is very huge & full.
(From this part, need update)
 
15:24 Arrived at IRIT via taxi for 14€
 
15:50 meeting 2 hours with Patrick
Thumbdrive - a key!
 
18:30 Gerone – friend of Patrick who used to come to Thailand, a good person.
5月15日

2 Days Before flight

วันนี้ตอนเช้าก็ไปจัดการธุระต่างๆ ที่มหาวิทยาลัย ได้ proof หนังสือรุ่นรอบแรกแล้วทำให้สบายใจขึ้นเยอะมาก เพราะว่า artwork นั้น work จริงๆ หน้าตาส่วนใหญ่ลงตัวและสวยกว่าทุกๆ ปี และก็ไม่มีเรื่องน่ายุ่งมากนัก ให้หนุ่ย อ๊อด ตี๋ นิก ช่วยกันดูก็คงเอาอยู่
 
ข่าวดีวันนี้ก็คืออาเจ็กเรา OK ให้สปอนเซอร์ และที่ phenomenon party พี่บอลก็บอกว่ากำลังทำเรื่องให้อยู่ วันพุธจะได้คำตอบ ส่วนที่ Bangkok City Ballet ก็ OK แล้ว ขอบคุณหมิ่นมากๆ โดยรวมแล้วคิดว่าโครงการตอนนี้ก็ไม่วิกฤตมากนัก
 
สำหรับคนที่ยังไม่รู้ หนังสือรุ่นราคา 453 บาท (ตามรหัสรุ่นเลย) แต่ว่าจะลดให้ 3 บาท ส่วนคนที่จองก่อนหน้านี้เรายังคงยืนยันราคาเดิมที่ 350 บาท เพื่อขอบคุณที่ช่วยเราจอง ทำให้สามารถประมาณยอดได้ตั้งแต่ต้น สั่งพิมพ์ไป 400 เล่ม (ยังไม่เปลี่ยน) หลังจากปรึกษาเอกกับมนแล้ว คิดความเสี่ยงกันอย่างละเอียดถี่ถ้วน ปิดเล่มสิ้นเดือนนี้ น่าจะพิมพ์ทันซ้อมพอดี
 
ติดต่อป้าไก่กับปิงเรื่องการขายให้แล้ว จะแจกและขายบริเวณใต้ตึกใหม่วันซ้อมสองวันและวันถ่ายรูปอีก 1 วัน และหากน้องฟิตก็วันรับปริญญาด้วย (แล้วแต่ความฟิต) คิดว่าถ้าไม่ขาดทุนมากนักก็คงแบ่งเงินค่าเหนื่อยให้สโมฯปีนี้บ้าง อย่างน้อยก็พอมีหวังว่าจะไม่เป็นภาระน้องในระยะยาว
 
ส่วนคนที่อยากได้หนังสือรุ่นรุ่นก่อนๆ ก็ขายในราคา 100 บาท เงินทั้งหมดเข้าสโมฯ เช่นกัน
 
ตอนนี้ก็จะสามทุ่มแล้ว วันนี้ช่วงบ่ายมานั่งแก้ poster ที่ lab เหนื่อยมากๆ เพราะว่าไม่มีใครที่เข้าใจงานเต็มทั้งชิ้นนอกจากอาจารย์เลย แล้วอาจารย์ก็ไม่ค่อยว่างอยู่ดูให้ แต่ก็สบายใจได้ที่พรุ่งนี้เป็นวัน deadline แล้ว เลยต้องเสร็จวันนี้ ก็ปิดไปอีกหนึ่งงาน
 
ส่วนเรื่องโปรแกรมก็กลายเป็นว่าไม่ต้อง demo แล้ว แต่ก็ทำจนเสร็จแล้ว OK แหล่ะ
 
 
เล่าเพิ่มเติมเผื่อมีคนสนใจ (หาอ่านอันแรกได้จาก entry ที่มีแผนที่อิตาลี)
สิ่งที่เราทำอยู่เป็น Knowledge Portal ที่จะประมวลความรู้ให้กับผู้ใช้ เว็บจะไม่เหมือนพวก sanook.com เพราะเว็บเองจะมี crawler ไปรวบรวมความรู้จากเว็บต่างๆ extract ส่วนสาระจริงๆ และรวมไว้ให้
 
ทีนี้การที่จะรู้ว่าต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับอะไรบ้างก็อาศัยสิ่งที่เรียกว่า Pragmatic Ontology ไอ้นี่ให้มองเป็นชุดที่เชื่อมโยงกันของ concept เรื่องที่สนใจก็ได้ เช่น ของเรื่อง ข้าว ก็มีลูกๆ ข้างเคียงได้แก่ พันธุ์, โรค, ศัตรูพืช, การขยายพันธุ์
 
เมื่อมีความรู้พวกนี้เราก็สามารถเข้าไป crawl ข้อมูลเพื่อมาเติมช่องต่างๆ ให้เต็มได้
 
สำหรับข้อมูลแต่ละหน้าที่ได้มาก็จะถูกวิเคราะห์และใช้ Ontology อีกอันที่เรียกว่า Task-oriented ontology อันนี้จะคล้ายๆ กับข้อสอบเติมคำในช่องว่าง โดยมีข้อสอบเรียกว่า Frame และมีช่องว่างเรียกว่า Slot เมื่อ crawler ไปเอาหน้ามาและโปรแกรมวิเคราะห์ทำหน้าที่วิเคราะห์แล้วก็จะพยายามมา เติมคำในช่องว่าง ให้ slot เหล่านี้ ตัวอย่าง Frame (แบบเข้าใจง่ายๆ เช่น
 
ข้าวพันธุ์______ มีลำต้นสูง_____สามารถปลูกได้ดีในภาค______
 
การสร้าง Ontology ทั้งสองอันเป็นแบบอัตโนมัติ (งานวิจัยของพี่ป.เอกสองคน)
 
เมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้ก็เอามาตอบคำถามผู้ใช้ได้ (แบบที่อธิบายไปตอนที่แล้ว)
 
 
หวังว่าทุกคนที่เข้ามาอ่านคงรู้เรื่องที่เรากำลังทำอยู่ไม่มากก็น้อยนะ
ไว้ไปอิตาลีแล้วจะถ่ายรูปมาฝากเยอะๆ เลย
5月11日

Installing program on Linux

จดไว้หน่อย เพราะว่าลืมมาหลายทีแล้ว
 
ถ้าจะลงโปรแกรมที่เป็น .tar.gz ให้ใช้คำสั่ง
     tar xwf <file_name>
 
มันจะแตกไฟล์มาเป็โฟลเดอร์นึง เข้าไปที่โฟลเดอร์นั้นแล้วก็
 
     ./configure --prefix=$HOME
 
parameter หลังนี่เป็นการเซ็ต directory ให้มันลงโปรแกรมไว้ (ถ้าไม่ใส่มันจะไปลงไว้ที่ root ซึ่งบางทีเราไม่สามารถลงโปรแกรมได้ เพราะไม่ใช่ root
 
เสร็จแล้วก็ทำการ make โปรแกรม
     make
 
แล้วก็ลงซะ
     make install
 
เป็นอันเสร็จ ^^
 
(วันนี้นั่งลง Mono อยู่ตั้งนาน กว่ามันจะ make เสร็จและลงด้วย T.T)
 
ป.ล. เลิก port โปรแกรมของพี่ป.เอกแล้วอ่ะ นั่งทำไปแล้วรู้สึกว่าไม่ได้อะไรขึ้นมา อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการเกิด bug อีกด้วย
5月1日

เล่าเรื่องตัวเองบ้าง

วันนี้ขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเองบ้างดีกว่า ถึอเป็นการ update ให้ทุกๆ คนได้ทราบทั่วกัน
 
ไปอิตาลี
จะได้ไปอิตาลีแล้ว! แต่ไม่ใช่ไปเรียนต่อนะ ไปเพื่อ present งานของที่ lab ต่างหาก ระหว่างทางก็จะแวะที่ฝรั่งเศสด้วย
 
ก่อนอื่นจะลงที่ Toulouse (ฝรั่งเศส) ก่อน อาจารย์คุยงานสองวัน แล้วนั่งรถรางไป Genoa (อิตาลี) (ภาษาอิตาลีเขียนว่า Genova!!!) ซึ่งเป็นที่ฟัง conference แล้วกลับมาเยี่ยม lab ที่ Grenoble
Map of France highlighting the City of ToulouseLocation within ItalyLocation within France
แอบไปอ่านใน wikipedia มาก็รู้ว่าเป็นเมืองเก่าของอิตาลีทีเดียว รู้สึกว่าเป็นเมืองที่อยู่ติดทะเลนะ เลยหวังว่าคงจะได้ถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกดินสวยๆ บ้าง แล้วจะถ่ายรูปมาให้ดูเยอะๆ เลย ^^ พี่ที่ไปด้วยเล่ากำหนดการให้ฟังแล้วก็บอกว่าคงไม่ได้เที่ยวไหน เพราะมีงานทุกวัน แต่ก็คิดว่าคงสนุก แค่ไปถ่ายภาพบ้านเมืองแปลกตาก็น่าจะสนุกแล้วนะ
 
ไปทำไม
ไปร่วมการประชุม LREC2006 (The International Conference of Language Resource) เรื่องที่จะไปพูดคือ Ontology-driven Knowledge Portal เล่าคร่าวๆ ให้ฟังก็คือเป็นเว็บที่บริการข้อมูลความรู้นั่นแหล่ะ แต่มีจุดที่แตกต่างจาก Web Portal ทั่วไป (เช่น sanook.com) ก็คือใช้ Ontology เป็นแกนหลัก  สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ใน field ภาษาศาสตร์ก็คงจะไม่เข้าใจคำนี้ ภาษาชาวบ้านก็คือ network ของความสัมพันธ์ระหว่างคำต่างๆ นั่นแหล่ะ เช่น ข้าว = rice หรือ ส้ม เป็น พืชสวน เป็นต้น
 
ทีนี้การเอา Ontology มาช่วยก็จะทำให้เว็บเรา "ฉลาด" ขึ้นจะเล่าเรื่องสมมติให้อ่านจะได้เข้าใจได้ มีชาวนาหน้าตาบ้องแบ๊วคนหนึ่งสงสัยว่าแมลงศัตรูข้าวที่เจอในนานี่จะกำจัดมันยังไงดี แต่ชาวนาหน้าตาบ้องแบ๊วดันไม่รู้ว่าแมลงตัวนั้นชื่ออะไร google ก็เลยช่วยชาวนาคนนั้นไม่ได้ แต่ชาวนาคนนั้นจะไม่ต้องร้องไห้เสียใจถ้าเข้ามาในเว็บเรา เพราะเรามีบริการ Know-what ที่สามารถบอกได้ว่าแมลงลักษณะที่ชาวนาหน้าตาบ้องแบ๊วเจอเป็นแมลงชนิดไหน โดยให้ชาวนาแค่ป้อนลักษณะทางกายภาพ เช่น ความยาวลำตัว, สี, จำนวนปีก, ฯลฯ  ระบบเราก็จะบอกได้ทันทีว่าเป็นแมลงชนิดไหน
 
จากนั้นชาวนาหน้าตาบ้องแบ๊วก็ดีใจมาก เข้า google พิมพ์แล้วกด search แต่ชาวนาหน้าตาบ้องแบ๊วก็ต้องตกใจอีกว่า โอ้วววว จอร์จ มันมีหน้ามากมายเหลือเกิน ชั้นต้องอ่านหมดนี้เลยเหรอเนี่ย พอคลิ๊กเข้าไปอ่านหน้าแรก หน้าสอง หน้าสาม ก็พบว่าเจอข้อมูล ทั้งลักษณะ, การกำจัด, ฯลฯ แต่ว่าก็ไม่ค่อยสมบูรณ์ ชาวนาหน้าตาบ้องแบ๊วก็เลยเปลี่ยนกลับมาที่เว็บของเราอีกที กดที่ Know-how แล้วก็ค้นหาว่าวิธีกำจัดแมลงนี้ทำไง ใน Ontology ก็มีข้อมูลการกำจัด ซึ่งได้สรุปมาจากเว็บต่างๆ โชว์ให้ชาวนาหน้าตาบ้องแบ๊วทันที พร้อมทั้งมี link ไปยังหน้าที่ได้สรุปข้อมูลมาอีกด้วย
 
ชาวนาหน้าตาบ้องแบ๊วก็ดีใจเป็นอันมาก แต่สองเดือนต่อมาก็พบว่ามีปัญหาอีกครั้ง!!!ชาวนาหน้าตาบ้องแบ๊ว เกิดสงสัยขึ้นว่าทำไมถึงมี และมันแพร่ระบาดมาจากไหน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะค้นหาข้อมูลยังไงดี ชาวนาหน้าตาบ้องแบ๊วก็เลยเข้าเว็บเราอีกที พบว่ามีระบบ Event-tracking ที่รวบรวมและติดตามข่าวเกี่ยวกับแมลงชนิดนี้ไว้ ทำให้ ชาวนาหน้าตาบ้องแบ๊วสามารถดูได้ว่าแมลงนี้แพร่จากจังหวัดไหน มาจังหวัดไหน จำนวนเท่าไรบ้าง
 
ตัวอย่างนี้เป็นส่วนหนึ่งของเว็บที่เราจะไปนำเสนอนี้มันเป็นยังไง ถึงได้เอาไปพูดใน conference ระดับโลกอย่างนี้ได้ แต่ผลงานทั้งหมดนั้นเป็นงานที่พี่ๆ ปริญญาเอกที่นี่ทำกันอยู่ เราแค่เอามาช่วย integrate แล้วเตรียมไป present เท่านั้นเอง ^^
 
ใครไปบ้าง
ก็จะมีเรา อ.อัศนีย์ (นักวิทย์ฯพี่เลี้ยงของเราที่เป็นหัวหน้า lab) และพี่ดา เป็นนักภาษาศาสตร์ แต่ตอนที่ไปจากฝรั่งเศสไปอิตาลีก็จะเป็นเรากับพี่ดาสองคน ส่วนอาจารย์จะอยู่คุยงานที่ฝรั่งเศส
 
เดินทางวันไหน
เดินทางวันที่ 17 พ.ค. ครับ ยังไม่แน่ใจว่าเวลาเครื่องออกจะกี่โมง แต่ไม่ต้องมาส่งหรอก เพราะวันนั้นคงวุ่นวายปุ่นงานที่จะไป present นั่นแหล่ะ ยังไงก็เจอกันวันที่ 16 พ.ค. ตอนไปส่งพี่โอ๊คละกัน  กลับวันที 1 มิ.ย. จ้า เลยพลาดงาน Sci camp เลย (เสียดาย อดเข้า Siam Ocean World)
 
ของฝาก
กะจะซื้อเป็นขนมๆ มาอ่ะ ใครอยากได้อะไรพิเศษให้รีบบอกก่อนละกันนะ (ป.ล. เอาผู้ชายอิตาลีมาไม่ได้นะไอ้โบ๊ท) ซื้อมาแล้วคงเอาไปวางไว้ทีสโมฯนะ ใครจะกินก็กิน
 
รูป
ถ่ายแน่นอนฮะ ตั้งเป้าไว้ที่ 1,000 รูปขึ้นไป เตรียมรอชมกันได้เลย
 
เรียนต่อ
ตอนนี้ส่งใบสมัครไปหลายที่แล้วนะ
ก.พ. : รอสอบวันที่ 3 - 4 มิ.ย.
Fulbright, Panasonic, Okasaki Kaheita: รอประกาศผลแล้วเรียกไปสัมภาษณ์
Monbusho: รอสมัครและสอบ กรกฎาฯ
Edinburgh: ได้ conditional offer มาแล้ว เพิ่งส่ง transcript กลับไป เดี๋ยวเค้าจะส่ง unconditional offer มาให้ แต่คิดว่าคงไม่ได้ไปที่นี่แล้ว เพราะหาทุนไปเรียนไม่ได้อ่ะ
 
หนังสือรุ่น
ตอนช่วงพฤษภาที่ไม่อยู่นี่ต้องถ่ายให้คนอื่นช่วยดูให้ เป็นช่วงที่สำคัญมากด้วยเพราะต้อง proof ด้วย ได้ฝากเพื่อนๆ ดังนี้ : หนุ่ย+นิก ให้ช่วยดู proof ตัวเล่ม, ตี๋ ให้ช่วย proof artwork, มน ให้ช่วยติดต่อเรื่อง sponsor, อ๊อด ให้ช่วยเรื่องประสานงานกับโรงพิมพ์และภาควิชา (ยังไม่ได้บอกอ๊อดเลย), เลอ ดูแลการเงินอยู่แล้ว, ป้าไก่ ให้ช่วยดูแลเรื่องการแจงหนังสือ (ยังไม่ได้ติดต่อป้าไก่เหมือนกัน) ใครอยากช่วยเรื่องไหนบอกอีกได้นะ
 
งานอื่นๆ
ตอนนี้ก็มีงานในมือดังนี้
1. Tonatics: เป็นโปรแกรมแก้สระลอย ตอนนี้ทำเป็น command prompt ออกมาได้แล้ว กำลังแจกจ่ายให้ทดสอบอยู่ และคิด user interface แบบใหม่ได้แล้ว คงจะ develop เมื่อว่าง แน่นอนว่าเรา open source เดี๋ยวคงเอาไว้บนเว็บที่ lab และไปประกาศตามที่ต่างๆ แหล่ะ
 
2. Lost & Found Web: อันนี้ที่พูดไปใน blog ก่อนๆ คิดว่าคงจะทำแล้วให้น้องชาไป plug กับเว็บสโมฯ แต่ว่าก็ไม่ชัวร์ว่าจะได้ทำเมื่อไร เลยไม่ได้บอกอะไรกับใคร ใครอยากช่วยก็บอกได้นะ งานนี้งานอาสาสมัครล้วนๆ
 
3. Treebank Editor: เป็น web interface สำหรับแก้ syntax tree ที่ได้จากประโยคภาษาไทย อันนี้ทำต่อจากพี่วีร์ ซึ่งตอนนี้ไปอยู่ฝรั่งเศส เป็นโปรแกรมของ lab ฮะ
 
4. Parser for Treebank: อันนี้จะส่งเป็นโครงการของ JSTP จะได้ปิด project ที่ทำอยู่ซะที
 
5. The Proof Raeder: (เราพิมพ์ถูกแล้ว) เป็นหนังสือ guide book สำหรับสาราณียกร ยังไม่ได้เริ่มซะที ว่าจะรวมทำเนียบสาราณียกรในยุคหลังไว้ในนี้ด้วย
 
6. The Smorisia: ให้เลอ โบ๊ท หนุ่ยไปรวมทุกอย่างที่มีแล้ว ยังไม่มีใครส่งมาให้ซะที แล้วชั้นจะเริ่มทำยังไงเนี่ย!!
 
7. Sea~Sun~Summer: คงยังไม่ทำจนกว่าจะมีอารมณ์มากกว่านี้
 
9. Sivava Web: ได้งานนี้มาจากพี่ชายและพี่สาว (ลูกพี่ลูกน้อง) เป็น design และออกแบเว็บ คงจะเริ่มทำไปเรื่อยๆ เมื่อมี idea
 
อื่นๆ
GRE: สอบวันที่ 19 มิ.ย. ยังไม่ค่อยได้อ่านอะไรเลยนะ
Bioinformatics: ตอนนี้เรียน v-class อยู่ แต่ก็ไม่ค่อยได้เข้าไปเรียนเท่าไร ต้องพยายามจัดเวลาให้เรียนสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมงดีกว่านะ
4月29日

Google SketchUp

วันนี้ได้ลองโหลดโปรแกรม Google SketchUp เป็นโปรแกรมสร้างภาพ 3D ง่ายๆ (เค้าสร้างให้ใช้กับ Google Earth อ่ะ)
 
โหมดต่างๆ ก็พอใช้ได้ เหมาะสำหรับคนต้องการภาพสามมิติง่ายๆ ไม่เล่นสีเล่นแสงอะไรมากนักนะ แต่เราคิดว่าเป็นโปรแกรมที่วาดภาพสามมิติได้ง่ายมากๆ เลยทีเดียว ลองโหลดกันมาดูนะ
 
4月25日

ระบบของหายได้คืน!!

วันนี้นั่งกินข้าวอยู่ก็ปิ๊งไอเดียทำเว็บขึ้นมาได้ เว็บที่คิดคือเว็บของหายได้คืน เป็นระบบประกาศของหายและติดตามส่งคืนออนไลน์
 
เท่าที่ google ดูยังไม่มีเว็บนี้ในไทยที่ทำแล้วประสบความสำเร็จเท่าไร
 
feature เด่นๆ ของระบบเราที่จะฉลาดคือมีการเชื่อมโยงการประกาศของหาย และการคืนของอัตโนมัติ โดยทำ visualization ให้เห็นด้วย ทำให้ผู้ประกาศสามารถรู้ได้ว่าของที่ตัวเองหาอยู่ มีของที่คล้ายๆ กันที่มีคนประกาศอยู่แล้วอะไรบ้าง จะได้ไม่เกิดการประกาศซ้ำ หรือถ้าคนมาประกาศไว้อยู่แล้วจะได้หาได้ทันที
 
ส่วนการติดต่อคืนของก็ให้ติดต่อผ่านกันเอง แต่ถ้าระบบใหญ่ขึ้นมากๆ ก็อาจจะตั้งสำนักงานติดตามเอาของ หรือไม่ก็ร่วมมือกับพวกไปรษณีย์ หรือ FedEx จัดบริการไปรับของ-ส่งของให้ถึงที่ โดยคิดค่าบริการจากคนที่เข้ามาใช้งาน
 
เทคโนโลยีที่ใช้ก็คงจะเป็นการ Extract ข้อมูลออกจาก text ภาษาไทยซึ่งที่ lab เราก็มีวิจัยอยู่
 
อยากหาคนมาร่วมทำจัง เลยประกาศรับสมัครดีกว่า
 
ผู้ร่วมทำ:
1. Web Developer 2 คน
2. Webmaster (admin) 1 คน
3. Manager & Marketing 1 คน
 
ใครสนใจมาคุยกันได้
 
ตัวอย่างเว็บต่างประเทศ
ระบบก็มีให้ search แต่ก็ไม่ฉลาดเท่าไร เพราะว่าคนที่มาประกาศจะต้องใส่ keyword เข้าไปเองทั้งหมด
4月22日

Blognone Techday & awful movie

BN-Badge1
Today I've join Blognon Techday -- a technology discussion.
 
วันนี้ไปงาน Blognone Techday มา เค้าจัดเป็นงานคุยสบายๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยี เรื่องที่ฟังแล้วรู้สึกดีคือ Ruby on Rails คือคนพูดมาพูดได้ overview และลงทำจริงให้ดูทำให้รู้สึกว่าได้รู้คร่าวๆ อยากลองดูต่ออีก น่าเสียดายที่คนพูด Python on Zope นี่พูดไม่รู้เรื่องไปมาก + ไม่มีจุดอะไรมาพูดเป็นหลัก และที่สำคัญคือไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับ Python เลย น่าเสียดายจริงๆ อุตสาห์กำลังสนใจระบบนี้อยู่ ส่วนคนอื่นๆ ก็พูดไม่ค่อยประทับใจเท่าไร แต่อาจารย์มะนาวมาพูด Game Theory น่าสนุกจริงๆ มิน่าหละพี่ๆ ที่เกษตรถึงได้ประทับใจแกนักหนา
 
ถ้ามีงานนี้อีกก็จะไป คิดว่าคราวหน้าคนจัดคงจะกรองคนมพูดมากกว่านี้ เค้าบอกว่าประมาณปลายๆ ปีจะจัดใหม่ ถ้าช่วงนั้นยังอยู่ไทยก็คงจะชวนคนไปเยอะๆ
 
The Chinese Tall Story movie is SUCKS!

วันนี้ดูหนังเรื่องคนลิงเทวดา (chinese tall story)

เป็นหนังที่ effect แจ๋งมาก การเรียบเรียงภาพทำได้ดี เพลงเพราะและประทับใจ แต่เสียอย่างเดียว บทห่วยแตกมาก แต่ละอย่างไม่มีความสัมพันธ์กันเลย เอาเรื่องดีๆ อย่างไซอิ๋วมายำเละไปหมด (มีฉากลอก the Matrix มาด้วย) ในตัวเรื่องเองก็ไม่ปะติดปะต่อดี (แอบรู้สึกเหมือนเขียนว่าอยากใช้ CG อะไรบ้างแล้วค่อยมาเรียบเรียงเรื่อง)

รู้สึกรับไม่ได้ที่เอาเรื่องทดีดีมาทำจนยับเยินขนาดนี้

ดูแล้วเหมือนเป็นหนังที่ออกมาเพื่อเป็นข้อพิสูจน์ว่า คนจีนก็ทำหนังกราฟฟิกขนาดนี้ได้เหมือนกันนะ

4月20日

Nerd Test

I am nerdier than 80% of all people. Are you nerdier? Click here to find out!

 

โอ เราเนิร์ดอ่ะ

ลองทำดูดิ http://www.nerdtests.com/ft_nq.php?im

AJAX, XMLRPC

วันนี้จะขอเอาความรู้มาพูดหน่อยละกัน  ให้เพื่อนๆ ลองสังเกตว่าปกติที่ใช้เว็บที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ server อ่ะมักจะเป็นแบบรูปนี้
 
 
คือ โหลดหน้าขึ้นมา แล้วเราก็กรอกๆ ฟอร์ม แล้วก็กด submit มันก็จะไปโหลดหน้าใหม่ ซึ่งจะบอกว่าเรากรอกเสร็จ/ไม่เสร็จ หรือมีปัญหาอะไรหรือเปล่า
 
วิธีการติดต่อกับ server จะเป็นการที่ web browser (เช่น IE) ทำการส่งข้อมูลไปที่ server แล้วรับ page ใหม่มาแสดงผล ส่วนหน้าที่จะทำอย่างนี้ได้เนี่ย จริงๆ แล้วในหน้าจะมี code อยู่ ทำให้ server ประมวลผลแล้วส่งหน้ามายัง browser ให้เราเห็นได้ต่างๆ กัน (ตามที่ได้ประมวล code)
 
ถ้าคนที่เคยใช้ gmail อาจจะเห็นว่าเว็บของ gmail จะไม่เหมือนกัน เพราะว่าเราจะทำอะไรอะไรในหน้าเดียว ซึ่งส่วนต่างๆ ของหน้ามันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการโหลดหน้าใหม่ ก็จะเป็นรูปแบบนี้
 

ซึ่งก็มีการติดต่อกับ server เช่นกัน
 
เทคโนโลยีที่เอามาใช้นี่เรียกว่า AJAX หรือ Asynchronous Javascript And XML ซึ่งเป็นรูปแบบการเขียน (ไม่ได้เป็นภาษาใหม่แต่อย่างใด) โดยใช้ความสามารถของ Javascript ที่สามารถแก้ไขส่วนต่างๆ ของหน้าได้โดยไม่ต้องโหลดใหม่ กับความสามารถในการติดต่อ server โดยเขียนข้อมูลในรูปแบบ XML (คล้ายๆ กับเป็นการแพ็คส่งข้อมูลแบบนึงละกัน)
วิธีการของ AJAX ก็คือแทนที่จะให้ web browser โหลดหน้าที่เป็น server-side page ก็เปลี่ยนให้ Javascript ใช้ XML ในการโหลดแทน ผลก็คือเราก็สามารถใช้งานหน้านั้นได้เหมือนกับการใช้งานเว็บปกติ
 
--- จบเรื่อง AJAX ---
 
ที่นี้ก็จะพูดถึงเทคโนโลยี XMLRPC ซึ่งเป็นอันเก่ากว่า AJAX
XMLRPC ทำให้หน้าเว็บสามารถไปเรียกโปรแกรมที่รันอยู่บน server ได้ (ต่างจาก AJAX ที่ไปเรียกหน้าบน server) โดยโปรแกรมที่โดนเรียกนั้นจะต้องเขียนให้เป็น XMLRPC Server (ก็คิดว่าเหมือนต้องมีผู้ให้บริการรอรับคำสั่งอยู่อีกคนนึงนั่นเอง)
 
โดยส่วนมากเค้าจะใช้ Javascript ในการเรียกเหมือนกันแต่ขอบเขตความสามารถก็จะต่างกันนิดหน่อย โดย XMLRPC จะต้องมี server service ต่างหากรันไว้ แต่ว่าก็จะมีความสามารถมากกว่าเหมือนกับเขียนโปรแกรมทั่วไป (ใช้ทรัพยากรที่ server ได้เลย
 
--- จบแล้ว ---
 
ใครอ่านแล้วรู้เรื่องหรือไม่รู้เรื่องลอง comment ดูนะครับ